น้ำมันดิบ คืออะไร? วิธีลงทุนน้ำมันดิบที่มีประสิทธิภาพมีอะไรบ้าง?

ในบทความเมื่อก่อน เราได้พูดคุยเกี่ยวกับทองคำและโลหะเงิน เชื่อว่าคนส่วนใหญ่มีความสนใจอยู่ในน้ำมันดิบด้วย ดังนั้นวันนี้เรามาทำความรู้จักกับน้ำมันดิบด้วยค่ะ

น้ำมันดิบ คืออะไร

น้ำมันดิบ คือ แหล่งพลังงานสำคัญหรือทรัพยากรธรรมชาติชนิดหนึ่งของมนุษย์ ที่มีความสำคัญมาอย่างยาวนานหลายปี โดยเรามักเรียกมันว่าน้ำมันจากหิน หรือปิโตรเลียมที่มีสถานะเป็นของเหลวในธรรมชาติ โดยส่วนใหญ่จะมีสีดำหรือน้ำตาลเข้ม ประกอบไปด้วยไฮโดรคาร์บอนอะตอมชนิดต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วย 4 อะตอมขึ้นไป นอกจากนี้อาจมีสารจำพวก กำมะถัน (S) ไนโตรเจน (N) หรือออกซิเจน (O) เหล็ก (Fe) นิกเกิล (Ni) วาเนเดียม (V) เป็นต้น

ในอดีต หรือ ชีวิตปัจจุบันน้ำมันดิบก็ยังคงมีความสำคัญต่อมนุษย์อย่างปฏิเสธไม่ได้ เนื่องจากว่ามนุษย์เรายังต้องใช้รถยนต์ เรือ รถไฟ หรือเครื่องบินในการเดินทาง น้ำมันดิบที่กลั่นออกมาแล้ว เช่น น้ำมันเบนซิน หรือ น้ำมันดีเซล ก็ยังเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ 

แม้จะมีหลายคนบอกว่าน้ำมันดิบอาจจะถูกเลิกใช้งานในอนาคตเนื่องจากมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดมลภาวะต่าง ๆ หรือทำให้เกิดภาวะโลกร้อน อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนผ่านยุคของการใช้น้ำมันไปสู่การใช้พลังงานไฟฟ้ายังคงต้องใช้เวลาอีกนานหลายปี หรือเป็นสิบ ๆ ปี นอกจากนี้แหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าที่สะอาดก็ยังมีสัดส่วนที่น้อยอยู่ ดังนั้นในอนาคตข้างหน้า น้ำมันก็จะยังคงเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของมนุษย์อย่างแน่นอน

oil

ทำไมต้องเทรดน้ำมันดิบ

สินทรัพย์ทุกชนิดบนโลกล้วนแล้วแต่มีความเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น ราคาของสินทรัพย์แต่ละชนิดก็มีความผันผวนมากน้อยแตกต่างกันไป ถ้าหากเราสามารถวิเคราะห์ได้อย่างถูกต้อง เราก็สามารถทำกำไรได้ ตัวอย่างเช่น Bitcoin จากมูลค่าไม่กี่หมื่นกี่แสนบาท ก็เคยทะยานขึ้นไปสู่หลักล้านหรือสองล้านบาทภายในระยะเวลาอันสั้น ในเรื่องนี้เราก็จะเห็นได้ชัดถึงผลกระทบจากเงินเฟ้อ เพราะในช่วงโควิดรัฐบาลสหรัฐ และรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ได้ออกนโยบาย QE หรือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ เพื่ออัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ทำให้ช่วงนั้นเกิดสภาวะเงินเฟ้อ สินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง Bitcoin Ethereum จึงมีราคามากขึ้น ด้วยเหตุการณ์ดังกล่าว ดังนั้นเราจึงจะมาพูดถึง 3 เหตุผลหลักว่าทำไมต้องเทรดน้ำมันดิบเพื่อทำกำไร

i.น้ำมันดิบยังเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของมนุษย์อย่างน้อยอีก 10 ปีข้างหน้า 

อย่างที่เคยเกริ่นไปแล้วว่าน้ำมันดิบนั้นเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของมนุษย์อย่างแท้จริง เครื่องยนต์ ยานยนต์หลายชนิดยังต้องพึ่งพาน้ำมันเป็นหลักเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง แม้ปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ก็ตาม แต่แหล่งผลิตพลังงานสะอาดยังคงมีน้อยอยู่ และไม่เพียงพอหากต้องใช้ระบบไฟฟ้า 100% ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าแม้แต่อีก 10 ปีข้างหน้า น้ำมันดิบก็ยังเป็นสินค้าโภคภัณฑ์หลัก  

ซึ่งควรต้องพูดว่าถ้าหากมนุษย์ยังไม่สามารถสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์แบบ “ฟิวชัน” ขึ้นมาได้ และมีโรงงานนิวเคลียร์ฟิวชันใช้อย่างแพร่หลาย ยังไงน้ำมันก็ยังเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าอยู่ และแม้ว่าปัจจุบันจะสามารถสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ได้ แต่ก็ยังห่างไกลจากผลลัพธ์ที่คาดหวังไว้เพราะไม่สามารถใช้ได้จริง อีกทั้งต้องเผชิญหน้ากับความเชื่อมั่นของประชาชน เนื่องจากเหตุการณ์ในอดีตที่โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ระเบิดหลายครั้ง สร้างความสูญเสียมหาศาล และได้สร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก ทำให้การสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ฟิวชันมีอุปสรรคอย่างยิ่ง ดังนั้นพลังงานสะอาดในยุคปัจจุบันจึงยังคงห่างไกลที่จะมาทดแทนแหล่งพลังงานหลักของโลกได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมน้ำมันดิบจึงยังเป็นแหล่งพลังงานหลักของมนุษย์

ii.ราคาน้ำมันดิบมีความผันผวนสูงมาก แต่สามารถคาดเดาได้จากหลายปัจจัย

นอกจากการเทรดสามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นหรือขาลงแล้ว หากเราพิจารณาอย่างเป็นเหตุเป็นผล เราจะพบว่าการขึ้นลงของราคาน้ำมันดิบมีปัจจัยสำคัญอยู่มากมาย ถ้าหากเราตั้งข้อสังเกตให้ดี วิเคราะห์อย่างแม่นยำ เราจะพบว่าทุกสถานการณ์จะมีปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อการขึ้นหรือลดลงของราคาน้ำมันได้ ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์โควิด-19

ถ้าหากในช่วงโควิดกำลังระบาดอย่างหนัก อัตราของผู้ติดเชื้อเริ่มสูงขึ้นทั่วโลก เราจะสามารถคาดการณ์ได้ว่ารัฐบาลจะสั่งล็อกดาวน์อย่างแน่นอน เนื่องจากสภาวะที่ควบคุมโรคไม่อยู่ และโรคนี้ก็อันตรายต่อมนุษย์กว่าไข้หวัดใหญ่หลายเท่า ด้วยเหตุนี้เองผู้คนจะเริ่มสัญจรไปมาน้อยลง และการท่องเที่ยวจะหยุดชะงักแน่ ๆ ซึ่งในส่วนนี้เอง น้ำมันดิบที่เป็นแหล่งพลังงานที่ใช้สำหรับขับเคลื่อนเครื่องยนต์เป็นหลักก็จะมีปริมาณมากขึ้น ในส่วนนี้อุปทานจะสูงกว่าอุปสงค์อย่างมาก และมีทีท่าว่าจะไม่หยุดแค่นั้น เพราะน้ำมันดิบจะมีการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า แต่คลังเก็บน้ำมันมีจำกัด นั่นทำให้ปริมาณน้ำมันสำรองเกินกว่าคลังเก็บน้ำมัน จนกลายเป็นว่าราคาน้ำมันลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นราคาติดลบในที่สุด ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

(อ้างอิงรูปภาพ : https://www.bbc.com/thai/international-52362276)

iii.น้ำมันดิบมีสินค้าให้เลือกเทรดหลายชนิด ปัจจัยกำหนดราคาไม่เหมือนกัน เหมาะกับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลในภูมิภาคที่แตกต่างกัน 

เนื่องจากน้ำมันดิบมีให้เลือกเทรดอยู่หลายตัว ไม่ว่าจะเป็น WTI Brent และอื่น ๆ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป ข้อมูลในการวิเคราะห์ก็ต่างกันไป เช่น WTI ต้องพิจารณาข้อมูลจากสหรัฐอเมริกา หรือ Brent ต้องทราบข้อมูลเกี่ยวกับยุโรป เป็นต้น ดังนั้นถ้าหากใครเชี่ยวชาญในข้อมูลภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง ก็สามารถรับรู้ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันได้

พันธุ์น้ำมันดิบที่ยอดนิยมในการซื้อขาย

ในช่วงปลายทศวรรษปี 80 กลุ่ม OPEC (องค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก) ปฏิเสธที่จะควบคุมราคาน้ำมัน หรือพูดง่าย ๆ ว่าจะไม่มีกำหนดราคาน้ำมันที่ชัดเจน ทำให้ราคาน้ำมันขึ้นกับความน่าเชื่อถือของผู้ผลิต ราคาน้ำมันจึงเริ่มมีความผันผวนมากขึ้น ซึ่งมีหลายปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงหรือลดต่ำลง ตัวอย่างเช่น การเพิ่มอุปทานก็ทำให้ราคาน้ำมันลดลง แต่หากกลุ่ม OPEC ตัดสินใจลดอุปทานก็ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น

น้ำมันดิบมีหลายชนิดในโลก แต่ในปัจจุบันที่นิยมซื้อขายจริง ๆ จะมีอยู่ไม่กี่ประเภท โดยส่วนใหญ่แล้วเราจะเรียกชื่อของมันตามแหล่งผลิต เช่น น้ำมันดิบ WTI หรือ น้ำมันดิบ Brunt ซึ่งเป็นพันธุ์น้ำมันดิบที่นิยมมากที่สุด 

 น้ำมันดิบ WTI หรือ น้ำมันดิบ Brunt

น้ำมันดิบ Brent คือ น้ำมันดิบอ้างอิงสำหรับยุโรปและเอเชีย มีแหล่งผลิตที่ทะเลเหนือ หรืออยู่ระหว่างเกาะอังกฤษและคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย เป็นน้ำมันที่มีกำมะถันต่ำชนิดเบา เกรดน้ำมันต่ำกว่า คุณภาพต่ำกว่า

น้ำมันดิบ WTI คือ West Texas Intermediate หรือน้ำมันดิบอ้างอิงสำหรับสหรัฐอเมริกา เป็นเกรดน้ำมันที่มีความหนาแน่นสูงกว่า คุณภาพดีกว่า 

จะเห็นได้ว่าน้ำมันดิบทั้งสองตัวนี้โดยหลักแล้วเราจะพิจารณาแหล่งผลิตเป็นหลัก และมันยังมีความแตกต่างในเรื่องคุณภาพของน้ำมันด้วย อีกทั้งยังเกี่ยวข้องในแง่ภูมิศาสตร์น้ำมันดิบ Brent จะอยู่ใกล้แหล่งทะเล ทำให้การขนส่งทางเรือสะดวก ส่วน WTI จะไม่ติดทะเล ดังนั้นผลกระทบของน้ำมัน WTI จะขึ้นกับปัจจัยในสหรัฐเป็นหลัก เช่น ปริมาณน้ำมันสำรองของสหรัฐ ถ้ามีน้อยก็ราคาสูง ถ้ามีมากก็ราคาต่ำ ส่วนน้ำมันดิบ Brent จะมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาพอากาศหนาวเย็น การเดินเรือขนส่งน้ำมัน ดังนั้นถ้าหากใครมักตามข่าวของทางสหรัฐก็เหมาะกับการเทรดน้ำมัน WTI แต่ถ้าหากใครตามข่าวเกี่ยวกับโซนตะวันออกกลางหรือยุโรปก็อาจจะเทรดน้ำมันดิบ Brent

ราคาน้ำมันดิบ มีความผันผวนมาจากสาเหตุใดบ้าง

อุปสงค์และอุปทานกระทบราคาน้ำมันดิบ

เช่นเดียวกับสินค้าโภคภัณฑ์ หุ้น หรือพันธบัตร กฎของอุปสงค์และอุปทานทำให้ราคาน้ำมันเปลี่ยนแปลง เมื่ออุปทานเกินอุปสงค์ ราคาน้ำมันจะลดลง ในทางกลับกันเมื่ออุปสงค์เกินอุปทาน ราคาน้ำมันก็จะเพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น ช่วงวิกฤติที่ราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างมากในช่วงปี 2014 จากความต้องการใช้น้ำมันที่ลดลงในยุโรปและจีนประกอบกับอุปทานน้ำมันจากกลุ่มโอเปคที่มีเสถียรภาพ อุปทานน้ำมันส่วนเกินทำให้ราคาน้ำมันดิบดิ่งลงอย่างรวดเร็ว

ในขณะที่อุปสงค์และอุปทานส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบหรือ CFD น้ำมันดิบหรือฟิวเจอร์สน้ำมันดิบ ก็เป็นสัญญาที่มีผลผูกพันซึ่งให้สิทธิผู้ซื้อในการซื้อน้ำมันในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้าในอนาคต เช่น ระบุไว้ในสัญญาว่าผู้ซื้อและผู้ขายน้ำมันจะต้องทำธุรกรรมให้เสร็จสิ้นในวันที่กำหนดก็สามารถบ่งบอกเทรนด์ของราคาน้ำมันในอนาคตได้เช่นกัน

อิทธิพลของ OPEC ต่อราคาน้ำมันดิบโลก

องค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก หรือ Organisation of Petroleum Exporting Countries (OPEC) หรือโอเปค ประกอบด้วย 13 ประเทศ คือ แองโกลา คองโก กินี กาบอง อิหร่าน อิรัก คูเวต ลิเบีย ไนจีเรีย ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เวเนซุเอลา และแอลจีเรีย เป็นกลุ่มประเทศที่เป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่อิทธิพลและมีปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลกจึงทำให้โอเปคนั้นมีอิทธิพลต่อการกำหนดทิศทางราคาน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นการปรับราคาน้ำมันให้สูงขึ้นหรือปรับลดลง

การคาดเดาสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกนั้น นักลงทุนควรพิจารณาการเคลื่อนไหวของทาง OPEC เสมอตามสถิติในปี 2018 โอเปคมีบทบาทมาก เรียกได้ว่าเป็นผู้มีอำนาจผูกขาดในการกำหนดราคาน้ำมันในตลาดโลกเพราะโอเปค ควบคุมเกือบ 80% ของปริมาณสำรองน้ำมันของโลกเอาไว้

อิทธิพลของภัยธรรมชาติ

ภัยธรรมชาติเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันผันผวน เช่น สภาพอากาศที่ส่งผลกระทบรุนแรง เมื่อพายุเฮอริเคนแคทรีนาเข้าโจมตีทางตอนใต้ของสหรัฐฯ ในปีค.ศ. 2005 ซึ่งส่งผลกระทบเกือบ 20% ของอุปทานน้ำมันของสหรัฐฯ ทำให้ราคาน้ำมันต่อบาร์เรลเพิ่มขึ้นถึง 13.56 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือในเดือนพฤษภาคม ปีค.ศ. 2011 น้ำท่วมแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ทำให้เกิดความผันผวนของราคาน้ำมัน เพราะขีดความสามารถในการกลั่นน้ำมันที่ลดลงประกอบกับการเก็งกำไรจากปริมาณการกลั่นน้ำมันสำเร็จรูปในตลาด เป็นที่มาของราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่มีความผันผวนอย่างมากทั่วโลก

นอกจากนี้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปยังได้รับอิทธิพลจากความต้องการใช้น้ำมันบางชนิดที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดสำคัญๆ ของซีกโลกทางตอนเหนือ อาทิ สหรัฐอเมริกา ยุโรปและญี่ปุ่น ฤดูหนาวในประเทศซีกโลกตอนเหนือ ทำให้เกิดความต้องการใช้น้ำมันดีเซลและน้ำมันก๊าดสูงมากขึ้นเพื่อใช้ในการสร้างความอบอุ่นให้กับบ้านเรือนและสำนักงาน ส่วนในช่วงฤดูร้อนความต้องการใช้น้ำมันเบนซินจะเพิ่มขึ้นเพราะผู้คนมีแนวโน้มที่จะใช้รถในการเดินทางมากขึ้น

อิทธิพลของความไม่มั่นคงทางการเมือง

ตลาดน้ำมันมีความเกี่ยวข้องกันกับสถานการณ์ทางการเมือง และมีความอ่อนไหวต่อสถานณ์การความไม่สงบทางการเมืองทั่วโลก เช่น ความไม่มั่นคงทางการเมืองในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันผันผวนเนื่องจากภูมิภาคนี้มีส่วนแบ่งอุปทานน้ำมันทั่วโลกมาก  ตัวอย่างเช่น ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2008 ราคาน้ำมันหนึ่งบาร์เรลถึง 128 ดอลลาร์อันเนื่องมาจาก ความไม่สงบและความกลัวของผู้บริโภคเกี่ยวกับสงครามทั้งในอัฟกานิสถานและอิรัก ซึ่งส่งผลทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีการปรับตัวในราคาที่สูงขึ้นกว่าเดิม และจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมน้ำมันเป็นอย่างมาก จนอาจเกิดเป็นวิกฤตราคาน้ำมัน

ผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ย

ราคาน้ำมันดิบ และอัตราดอกเบี้ยมีความสัมพันธ์กันอยู่อย่างคร่าว ๆ ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบแน่นแฟ้นเสียทีเดียว เพราะมีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อทิศทางของทั้งอัตราดอกเบี้ยและราคาน้ำมัน บางครั้งปัจจัยเหล่านั้นก็มีความเกี่ยวข้องกัน บางครั้งก็ส่งผลกระทบซึ่งกันและกันและบางครั้งก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย

ทฤษฎีพื้นฐานข้อหนึ่งระบุว่าการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยทำให้ต้นทุนของผู้บริโภคและผู้ผลิตลดลง ซึ่งลดเวลาและเงินที่ผู้คนใช้ไปกับการขับรถ การที่ผู้คนบนท้องถนนน้อยลงหมายความว่าความต้องการใช้น้ำมันน้อยลงซึ่งอาจทำให้ราคาน้ำมันตก ในกรณีนี้เราเรียกว่า ค่าสหสัมพันธ์แบบผกผัน (Inverse Correlation)

แต่เมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง ผู้บริโภคและบริษัทต่างๆ สามารถยืมเงินมาใช้จ่ายเงินได้อย่างอิสระมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันสูงขึ้น การใช้น้ำมันมากขึ้น ผู้บริโภคก็ขึ้นราคามากขึ้น

อีกทฤษฎีหนึ่งเสนอว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรืออัตราดอกเบี้ยสูงจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินของประเทศอื่น ๆ เมื่อเงินดอลลาร์แข็งค่า บริษัทน้ำมันของอเมริกาสามารถซื้อน้ำมันได้มากขึ้นด้วยทุกๆ 1 ดอลลาร์ที่ใช้จ่ายไป

ในทำนองเดียวกัน เมื่อค่าเงินดอลลาร์ต่ำเมื่อเทียบกับสกุลเงินต่างประเทศ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าก็จะหมายถึงการซื้อน้ำมันน้อยกว่าเดิม ซึ่งแน่นอนว่าอาจทำให้น้ำมันมีราคาแพงขึ้นสำหรับสหรัฐฯ ซึ่งครองตลาดน้ำมันอยู่ถึง 20% ของโลก

วิธีการลงทุนในน้ำมันดิบ

การลงทุนในน้ำมันดิบมีหลากหลายวิธี จะซื้อขายตรง ๆ ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ก็ได้ หรือจะทำการซื้อผ่านกองทุนน้ำมันก็ได้ ซึ่งความเสี่ยงก็จะแตกต่างกันไป ในแง่กองทุน ก็จะมีผู้ดูแลที่เชี่ยวชาญการลงทุนน้ำมัน คอยควบคุมดูแลการเทรดอยู่ตลอดเวลา มีการวิเคราะห์ราคาขึ้นลงจากข้อมูลมหาศาล และการเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็ว ทำให้ได้เปรียบนักลงทุนทั่วไป เพราะข้อมูลต่าง ๆ กองทุนจะมีทีมงานที่คอยรวบรวม และวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว ส่วนนักลงทุนทั่วไปจะไม่มีทีมช่วยเหลือในการวิเคราะห์ ความแม่นยำ ความถูกต้องจึงค่อนข้างต่างกันมาก นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลาย ๆ กองทุนมักจะทำกำไรได้อยู่เสมอ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นความน่าเชื่อถือของกองทุนก็มีผล เพราะไม่ใช่ทุกกองทุนที่จะทำกำไรได้ ดังนั้นเราต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ อย่างไรก็ตามกองทุนมักจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจำนวนหนึ่ง ซึ่งถ้าหากนักลงทุนมีความคิดที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าราคาน้ำมันจะต้องลดลงหรือเพิ่มขึ้นแน่ ๆ ในส่วนนี้นักลงทุนจะสามารถทำกำไรได้มากกว่าการเทรดผ่านกองทุน นอกจากนี้ยังสามารถเทรดด้วย CFD ซึ่งสามารถเทรดด้วยเงินเริ่มต้นที่น้อย แต่มีประสิทธิภาพในการทำกำไรสูง อย่างไรก็ตามความเสี่ยงก็เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน

  • การลงทุนน้ำมันดิบผ่านกองทุนในประเทศไทย

ในปัจจุบันกองทุนส่วนใหญ่ในประเทศไทยจะเปิดให้ซื้อขายกองทุนอยู่แล้ว หากท่านสนใจสามารถเลือกดูข้อมูลการทำกำไรย้อนหลัง ความน่าเชื่อถือของกองทุนได้ที่เว็บไซต์ต่าง ๆ 

ซึ่งทางเราขอแนะนำให้ใช้บริการเว็บไซต์ https://www..com/ เนื่องจากเป็นเว็บไซต์ที่มีข้อมูลครบครัน ตรวจสอบง่าย สะดวกใช้งาน สามารถค้นหากองทุนที่น่าสนใจได้ไม่ยาก หรือถ้าหากท่านได้ข้อมูลครบแล้ว สามารถเข้าไปซื้อขายกองทุนผ่าน บลจ. เลยก็ได้

WealthMagik
  • การลงทุนน้ำมันดิบผ่านแพลตฟอร์ม หรือการเทรด CFD

CFD หรือ สัญญาส่วนต่าง (contract for difference) เป็นวิธีการเทรดยอดนิยมในนักลงทุน เนื่องจากเป็นการเทรดอนุพันธ์รูปแบบหนึ่งซึ่งสามารถสร้างผลกำไรสูงด้วยการลงทุนที่น้อยกว่า ซึ่งจะคำนวณตามส่วนต่างของราคาในช่วงเวลาการเข้าทำสัญญาและออกจากสัญญา ซึ่งการเทรด CFD ไม่เพียงแต่เทรดน้ำมันได้เท่านั้น แต่ยังสามารถเทรดทองคำ หุ้น ดัชนี อัตราการแลกเปลี่ยน หรือคริปโตเคอเรนซี่ได้ด้วย ซึ่งคล้ายคลึงกับวิธีการซื้อขายสัญญาล่วงหน้านั่นเอง

5 อันดับแพลตฟอร์มการเทรดน้ำมันดิบยอดนิยมสำหรับคนไทย

XM แพลตฟอร์มเจ้าใหญ่ที่เปิดให้บริการมาอย่างยาวนาน มาตรฐานระดับสากล เป็นหนึ่งในโบรกเกอร์ที่ดีที่สุด

XM

MiTRADE แพลตฟอร์มยอดนิยมในไทย ความน่าเชื่อถือสูง สามารถสมัครเพื่อทำการเทรดได้ไม่ยาก

MiTRADE

E Toro แพลตฟอร์มที่คุ้นหูคนไทยเป็นอย่างดี มีระบบการเทรดที่น่าเชื่อถือ สะดวกใช้งานเป็นอย่างยิ่ง

E Toro

FBS ชื่อคุ้นหู และเป็นขวัญใจชาวไทย ระบบมั่นคง น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง เหมาะมากสำหรับการใช้งาน การสมัครไม่ยุ่งยาก

FBS

FXTM ออกแบบมาสำหรับชาวไทยโดยเฉพาะ เหมาะสำหรับคนไทยที่ต้องการหัดเทรด วิธีการใช้งานไม่ยุ่งยาก 

FXTM

ความเสี่ยงที่มือใหม่ต้องใส่ใจเมื่อลงทุนในน้ำมันดิบ

สิ่งที่สำคัญที่สุดของทุกการลงทุนก็คือ เมื่อมีผลกำไร ย่อมมีความเสี่ยงตามมา ยิ่งผลกำไรสูง ยิ่งความเสี่ยงสูงเช่นกัน ดังนั้นมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มศึกษาการลงทุนในน้ำมันดิบโปรดศึกษารายละเอียดการลงทุนให้ดี ให้ชัดเจน และให้รอบคอบ เพราะการลงทุนไม่ใช่แค่การเลือกเสี่ยงทาย มิฉะนั้นจะกลายเป็นการเล่นพนันรูปแบบใหม่ ดังนั้นแล้วมือใหม่ต้องให้ความสนใจในรายละเอียดอย่างมาก ต้องวิเคราะห์ ศึกษาการลงทุนให้แตกฉาน ถ้าหากคุณทำได้แล้วจึงจะเหมาะกับการลงทุน

นอกจากนี้การทดลองเทรดเป็นเรื่องสำคัญมาก เนื่องจากว่ามือใหม่หลายคนไม่เชี่ยวชาญวิธีการเทรด ดังนั้นอาจจะมีความผิดพลาดสูง เช่น ทำการซื้อขายผิดพลาด กดปุ่มตัวเลือกผิด ไม่เคยชินกับระบบการเทรด สิ่งเหล่านี้มักจะนำมาซึ่งการสูญเสียมหาศาล ดังนั้นมือใหม่จึงควรทำการทดลองเทรดตามแต่สมควร หากจะเป็นเทรดเดอร์มืออาชีพ อย่างน้อยก็ควรทดลองเทรด 1 เดือนเพื่อให้คุ้นชินระบบต่าง ๆ นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาการทำกำไร/ขาดทุนจากการทดลองด้วยว่าผลลัพธ์เป็นอย่างไร ที่เทรดทำถูกหรือผิดตรงไหน เหตุใดจึงสามารถทำกำไร/ขาดทุนจากการเทรดได้

หากรู้สึกว่าไม่เชี่ยวชาญการลงทุนด้านน้ำมันจริง ๆ เราแนะนำให้ท่านลงทุนผ่านกองทุนน้ำมันต่าง ๆ ในแง่นี้การพิจารณาจะไม่ยุ่งยากเหมือนการเทรดด้วยตนเอง แม้ว่าการทำกำไรอาจจะน้อย แต่ประสิทธิภาพ และผลลัพธ์ค่อนข้างดี เหมาะสำหรับการใช้เงินเย็นหรือเงินเกษียณเพื่อลงทุน   แต่ถ้าหากท่านทดลองเทรดแล้วพบว่าตนเองนั้นเชี่ยวชาญในการลงทุนด้านน้ำมัน นี่จะเหมาะกับการเทรดแบบ CFD มาก เนื่องจากการเทรดแบบ CFD มีความเสี่ยงสูง ทว่ากำไรก็สูงด้วย หลายคนที่เริ่มเทรด CFD ก็มักจะทำกำไรได้มหาศาล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องศึกษาการเทรดอย่างรอบคอบ

มาเทรด CFD น้ำมันดิบ กับ Mitrade กันดีกว่า

1. Mitrade เป็นโบรกเกอร์สัญชาติออสเตรเลีย Forex และ CFD ที่นิยมมากที่สุดในหมู่นักลงทุนไทย

2. Mitrade ควบคุมโดยหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติตามกฏระเบียบที่เข้มงวดและให้บริการด้วยความโปร่งใส

3. Mitrade ค่าคอมมิชชั่น 0 ให้คุณทำกำไรได้มากขึ้น

4. Mitrade มีขนาดซื้อขายต่ำสุดคือ 0.01 ล็อต

5. Mitrade รองรับการฝากเงินและถอนเงินผ่านธนาคารไทยได้

6. Mitrade มีระบบป้องกันเงินทุนติดลบ

7. Mitrade ปัจจุบันมีลูกค้ามากกว่า 1,100,000+ รายทั่วโลก

8. Mitrade มีฝ่ายบริการลูกค้าออนไลน์ภาษาไทยตลอด 24 ชั่วโมงใน 5 วันทำการ

**คำเตือน การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

เนื้อหาในบทความเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนบทความ เนื้อหาของบทความนี้ใช้สำหรับประกอบการตัดสินใจก่อนการลงทุนเท่านั้น ผู้อ่านควรศึกษาปัจจัยประกอบจากแหล่งข้อมูลหลายแห่งก่อนการตัดสินใจ และใช้วิจารณญาณส่วนบุคคลในการพิจารณาเลือกโบรกเกอร์ลงทุนที่เหมาะสมแก่ท่าน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

รับฟรีทันที! เงินเสมือนจริง $50,000 เพื่อฝึกฝนการเทรดกับ Mitrade!