Price action คืออะไร วิธีการใช้ Price action เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไร?

เทรดเดอร์รู้หรือไม่ว่ากลยุทธ์การเทรดแบบ Price Action เป็น 1 ในกลยุทธ์สุดยอดเทคนิคที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตลาด Forex ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อเป็นการไม่เสียเวลา เราไปทำความรู้จัก Price Action กันมากยิ่งขึ้นด้วยบทความของเรากัน

Price action คืออะไร?

Price Action หรือ การใช้ทฤษฎีพฤติกรรมราคามาใช้ในการวิเคราะห์ราคา คือ หนึ่งในสุดยอดเทคนิคในการประเมินจังหวะการเข้าเทรด ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เป็นการเคลื่อนไหวของราคาหลักทรัพย์ที่วางแผนไว้ในช่วงเวลาหนึ่ง การเคลื่อนไหวของราคาเป็นพื้นฐานสำหรับการวิเคราะห์ทางเทคนิคทั้งหมดของหุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ หรือแผนภูมิสินทรัพย์อื่น ๆ ผู้ค้าระยะสั้นจำนวนมากพึ่งพาเฉพาะการเคลื่อนไหวของราคาและการก่อตัวและแนวโน้มที่คาดการณ์ไว้เพื่อตัดสินใจซื้อขาย การวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นอนุพันธ์ของการเคลื่อนไหวของราคา เนื่องจากใช้ราคาในอดีตในการคำนวณ จะสามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจซื้อขายได้

Price Action ไม่ได้เป็นทฤษฎี แต่เป็นการวิเคราะห์แบบหนึ่งที่ใช้ในการวิเคราะห์ราคา ถูกนำไปใช้ประกอบเพื่อพัฒนาเป็นเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อใช้ในการสังเกตุความเปลี่ยนแปลงราคาจากลักษณะของกลุ่มแท่งเทียน การใช้กลุ่มแท่งเทียนแสดงลักษณะพฤติกรรมของตลาดและเทรดเดอร์ในตลาดและทำการคาดเดาทิศทางของการเทรด การใช้ Price Action จะไม่มี Indicator ใด ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

Price action ถือว่าเป็นกลยุทธ์ในการเทรดรูปแบบหนึ่ง ที่สามารถใช้เทรดได้ทั้งแบบระยะยาวและระยะสั้น ซึ่ง price action จะเป็นศึกษาแท่งเทียนที่อยู่บนกราฟราคาว่าราคาของตลาดในตอนนั้นว่าเปิดหรือปิด สูงหรือต่ำอยู่นั่นเอง วิธีการดูแบบ Price action จะช่วยให้รู้ถึงพฤติกรรมของผู้ซื้อ (Buyer) และผู้ขาย (Seller) ซึ่งจะส่งผลให้เราเห็นได้ผ่านกราฟราคา

แนวคิดของ Price Action ส่วนใหญ่จะเชื่อมโยงกับ รูปแบบ (Pattern) ซึ่งก่อนจะกลายมาเป็นรูปแบบราคาต่าง ๆ ได้นั้น ก็ต้องมีการเก็บรวบรวมสถิติว่า เมื่อราคาเกิดเป็นรูปแบบ Price Action หนึ่งขึ้นมาแล้ว ราคาจะไปต่อทางไหน แล้วจึงสรุปมาเป็นองค์ความรู้ ดังนั้น เทรดเดอร์จึงนิยมวิเคราะห์กราฟ Forex ด้วย Price Action มากกว่าเทคนิคอื่น เนื่องจากมีคนรวบรวมสถิติมาไว้แล้วเป็นจำนวนมาก

สรุปหรือพูดง่าย ๆ ก็คือ การเคลื่อนไหวของราคาเป็นเทคนิคการซื้อขายที่ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถอ่านตลาดและทำการตัดสินใจซื้อขายแบบอัตนัยโดยพิจารณาจากการเคลื่อนไหวของราคาล่าสุดและเป็นราคาจริงแทนที่จะอาศัย Indicator หรือตัวบ่งชี้ทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว ซึ่ง Price Action ก็เหมือนกับตัวที่จะพยากรณ์ว่าราคาจะขึ้น หรือ ลง นั้นเอง เป็นสิ่งที่เรากำลังจะต้องการเพื่อที่จะนำไปสู่การคาดการณ์และการส่งคำสั่งในการ

ลักษณะ ของ Price action

แหล่งข้อมูล : https://forexthai.in.th/price-action
  • Inside bar

การเกิด Inside Bar คือราคาของแท่งถัดไปนั้นเคลื่อนไหวไม่สูงและไม่ต่ำกว่ากราฟช่วงก่อนหน้า รูปแบบของการเกิด Inside Bar มีหลายความหมาย เช่น การเกิด Breakout หลังจากที่เกิด Inside Bar มีทั้งรูปแบบ Bullish และ Bearish

  • Outside bar

รูปแบบ Outside Bar ที่เรียกแบบนี้เพราะเป็นแท่งสุดท้ายที่ปรากฏอยู่นอกกรอบของของแท่งก่อนหน้า จะเห็นว่าแท่งสุดท้ายจะใหญ่กว่ากว้างกว่าทั้ง ราคา High และราคา Low ถึงเรียก Outside Bar เพราะหลุดออกมาจากข้างนอกของกรอบราคาก่อนหน้า

การเกิดการหลุดกรอบแบบนี้เพราะว่าราคาหลุดลงต่ำแต่ดีดกลับไปปิดในฝั่งตรงข้าม สัญญาณการดีดกลับนั้นจึงใช้เป็นสัญญาณชี้ในด้านถัดไป

  • Up bar

เกิดขึ้นเมื่อราคามีแนวโน้มขาขึ้น จึงมีจุดสูงสุดของแท่ง (High) และ จุดต่ำสุดของแท่ง (Low) สูงกว่าแท่งก่อนหน้า โดยทั่วไปแล้วจะเป็น bar แท่งเทียนสีเขียว (Close Price สูงกว่า Open Price) แต่ก็ไม่เสมอไปเพราะบางทีอาจจะพบแท่ง Up bar สีแดง (Close Price ต่ำกว่า Open Price) ได้เช่นกันตราบใดที่ High และ Low สูงกว่าแท่งก่อน ๆ

  • Down bar

ชื่อก็บอกแล้วว่า Down มันจึงตรงข้ามกับ Up bar เป็น bar ที่มี High และ Low ต่ำกว่าแท่งก่อนหน้า ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงกราฟราคาขาลง และโดยทั่วไปแล้วจะพบ bar สีแดง (Close Price ต่ำกว่า Open Price) แต่ก็ไม่เสมอไปเพราะในบางครั้งอาจพบแท่ง Down bar สีเขียวก็ได้ ตราบใดที่ High และ Low ยังเตี้ยกว่าแท่งก่อนหน้านั่นเอง

  • Pin bar

แท่งนี้จะเป็น candlestick ที่มีลักษณะเหมือนเข็มยาวแหลม หรือที่เรียกว่าไส้เทียน ซึ่งหากไส้เทียนยาวออกด้านล่าง และ Close Price อยู่ด้านบนจะเรียก Bullish pin bar อันนี้แสดงว่าเกิดแรงขายในช่วงของวันนั้น แต่ในตอนท้ายก็มีความต้องการซื้อดึงกลับมา และในกรณีตรงกันข้ามหากไส้เทียนหรือเข็มพุ่งขึ้นด้านบนและ Close Price อยู่ข้างล่าง จะเรียก Bearish pin bar แปลว่าในช่วงวันนั้น มีความต้องการซื้อซึ่งทำให้ราคาขึ้นสูง แต่ท้ายที่สุดก็มีความต้องการขายที่มากกว่าทำให้ราคาตกลงมา

วิธีการเทรดด้วย Price action? และ Price action จะเอาไปใช้ยังไง?

การใช้กราฟแท่งเทียนเป็น Price Action Indicator แบบง่าย ๆ นี้ ก็สามารถเป็นพื้นฐานในการสร้างกลยุทธ์การเทรดแบบ Price Action ได้  

แหล่งข้อมูล : https://admiralmarkets.sc/th/education/articles/forex-strategy/price-action-forex

1. กรณีที่เป็นแนวโน้มต่อเนื่องและเป็นแนวโน้มขาลง ย่อมหมายถึง Seller กำลังมีอิทธิพลมากต่อตลาด ดังนั้น ให้เราเข้า Sell เมื่อกราฟแท่งเทียนเปลี่ยนสีจากสีเขียวไปเป็นสีแดง (จาก Bullish เป็น Bearish) โดยในภาพ ลูกศรสีเขียวคือจังหวะที่เราเข้าเทรด เมื่อกราฟแท่งเทียนจบแท่งและเป็นสีแดง

2. กรณีที่เป็นแนวโน้มต่อเนื่องและเป็นแนวโน้มขาขึ้น ย่อมหมายถึง Buyer กำลังมีอิทธิพลมากต่อตลาด ดังนั้น ให้เราเข้า Buy เมื่อกราฟแท่งเทียนเปลี่ยนสีจากสีแดงไปเป็นสีเขียว (จาก Bearish เป็น Bullish) โดยในภาพ ลูกศรสีน้ำเงินคือจังหวะที่เราเข้าเทรด เมื่อกราฟแท่งเทียนจบแท่งและเป็นสีเขียว

แนวคิดการเข้าเทรดข้างต้น เป็นเพียงวิธีหนึ่งในการใช้กราฟแท่งเทียนในฐานะที่มันเป็น Price Action Indicator เท่านั้น สำหรับเทคนิค Price Action ขั้นสูง จะนิยมประยุกต์ลักษณะของกราฟแท่งเทียนเข้ากับ Pattern ของเครื่องมืออื่น ๆ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างกราฟแท่งเทียนกับเส้น Moving Average

วิธีการคำนวณมูลค่า Price action

แม้จะเรียกว่า การคำนวณ แต่ก็เป็นเพียงการ คาดการณ์ อนาคตจากข้อมูลที่มีอยู่เท่านั้น ดังนั้น เมื่อถึงเวลานั้นแล้วอาจจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่จริงตามที่คิดไว้ก็ได้ 

องค์ประกอบสำคัญ 3 ประการของการดำเนินการด้านราคา

1. กราฟแท่งเทียน เป็นเครื่องมือบ่งบอกถึงราคาสินทรัพย์ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง เช่น 1 ชั่วโมง หรือ 1 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน เป็นต้น ว่าสินทรัพย์มีสภาวะเป็นอย่างไร

2. แรงต้านและแรงรับ เป็นการเปลี่ยนแปลงของราคา ณ ช่วงเวลาหนึ่งเทียบกับสองช่วงขึ้นไป     คำว่าแรงต้าน (Resistance) หมายถึง หากว่าช่วงเวลาก่อนหน้า ราคาทะยานสูงขึ้นมาเรื่อย ๆ กระทั่งปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางตรงกันข้าม คือ ราคาปรับตัวลดลง จุดที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคานั้นจะเรียกว่า แรงต้าน ในทางกลับกัน หากว่าช่วงเวลาก่อนหน้า ราคาดิ่งลงเรื่อย ๆ กระทั่งเมื่อถึงเวลาหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางตรงกันข้าม คือ ราคาปรับตัวสูงขึ้น จุดที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคานั้นจะเรียกว่า แรงรับ (Support)

3. โครงสร้างของตลาด (Market Structure / Market Trend) เป็นเครื่องมือบอกว่า ณ เวลาที่ต้องการทราบว่าสภาพของตลาดมีความรุนแรงหรือราบเรียบเพียงใด จะจำแนกได้ 2 สภาวะ คือ

  • หากเป็นตลาดขึ้น มูลค่าของสินทรัพย์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น มักแทนด้วยสีแดง
  • แต่หากเป็นสภาวะที่เป็นตลาดขาลง มูลค่าของสินทรัพย์มีแนวโน้มลดลง มักแทนด้วยสีเขียว

กลยุทธ์ที่ใช้ในการเทรดโดยPrice action

ไม่มีแบบแผนว่าต้องดำเนินไปเช่นไร เพราะวิธีการ รสนิยม และเป้าหมายการเทรดของแต่ละบุคคลย่อมแตกต่างกัน บางคนอาจมองว่าที่จุดหนึ่ง ณ เวลานี้คือที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเขา ในขณะที่อีกคนอาจมองเห็นเป็นอีกแบบก็ได้

กลยุทธ์หลัก ๆ ของ Price Action มีดังนี้

1. เทรดตามน้ำในทิศทางที่ราคาเบรคออกจากแนวรับ/แนวต้าน ทำการ Long เมื่อทะลุแนวต้านและ เปิด Short ตอนที่หลุดแนวรับ

2. เทรดสวนแนวโน้มที่ระดับแนวรับแนวต้าน ให้ Long เมื่อราคาลงมาที่แนวรับ Short ตอนราคาไปอยู่แถว ๆ แนวต้าน

ต่อไปนี้คือปัจจัยที่นักเทรดทุกท่านควรตระหนักเสมอในการอ่านกราฟและการเทรด ถ้านักเทรดรู้ไว้ก็เป็นกลยุทธ์อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมากเช่นกัน

1. เช็กข่าวคู่สกุลเงินอยู่เสมอ สิ่งนี้จะช่วยวาดภาพกว้าง ๆ ของสถานการณ์ที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงมูลค่าของอัตราแลกเปลี่ยน

2. ศึกษาความแปรปรวนของตลาดที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลง และจัดการความเสี่ยงในส่วนของตนเองให้ดี

3. วางแผนเพื่อการซื้อ ถือครอง หรือขาย เมื่อพิจารณาจะประเมินทิศทางได้ว่า ณ เวลาปัจจุบันนี้ตนเองควรทำอย่างไรเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด

4. อย่าใจเร็วด่วนได้ เพราะว่าข้อมูลบนกราฟที่เราเห็นนั้น คือภาพของอดีต ไม่มีใครจะบอกอนาคตได้อย่าวชัดเจน แต่เราจะต้องเทรดด้วยความใจเย็น รอบคอบ

5. อย่ายึดมั่นถือมั่นในความคิดเดิม เพราะอาจมีกลยุทธ์การเทรดที่เหมาะสมกับสถานการณ์มากกว่า นักเทรดต้องเป็นมีใจพร้อมเรียนรู้เพื่อเป้าหมายสูงสุดจากการเทรด

ข้อดี ข้อด้อย ของการเทรดแบบ Price action

ข้อดี

1. ใช้ง่าย สามารถเรียนรู้กลยุทธ์นี้ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์เชิงลึกก็เทรดได้ เพียงเลือกตราสารที่มีเงื่อนไขราคาที่เหมาะสมกับท่าน หรือรอจนกว่าราคาจะเข้าเงื่อนไขที่ท่านกำหนด

2. จุดเข้าและออก กลยุทธ์นี้จะช่วยระบุ จังหวะที่ดีที่สุดในการเปิด ปิดออเดอร์ ที่ในบางครั้ง ได้ผลดียิ่งกว่าการใช้อินดิเคเตอร์ (Indicator) ช่วยเหลืออื่น ๆ อีกด้วยซ้ำ

3. แหล่งข้อมูลชั้นดี แค่โฟกัสและพิจารณาพฤติกรรมราคา ก็เข้าถึงข้อมูลตลาดแบบเรียลไทม์ได้

4. ทำให้เทรดเดอร์มีแผนภูมิราคาที่มีแต่เนื้อราคาแท้ ๆ มากกว่าแผนภูมิที่มีตัวบ่งชี้หลายตัว ซึ่งอาจส่งผลให้ความเป็นจริงผิดเพี้ยนได้

5. ขจัดความเป็นไปได้ของตัวบ่งชี้หลายตัว ที่แสดงผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามพร้อมกัน

6. ตลาด Forex เป็นตลาดที่มีความผันผวนสูง เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้การดู Price Action มีประโยชน์ต่อนักลงทุนในแง่ที่จะสามารถหาโอกาสในการทำกำไรได้จากการติดตามการเคลื่อนที่ของราคาที่เปลี่ยนแปลงไปตลอด

ข้อด้อย

1. อาศัยการลงมือ ต้องทำตามขั้นตอนต่าง ๆ ด้วยตัวเอง กลยุทธ์นี้จึงไม่เหมาะกับเทรดเดอร์ที่ถนัดใช้งานหุ่นยนต์ช่วยเทรด (Trading robot) เป็นหลัก ควรศึกษาข้อมูลด้วยตนเองจะดีกว่า

2. ข้อจำกัดในการเทรด กลยุทธ์นี้จะพิจารณาได้แค่พฤติกรรมราคาในปัจจุบันเท่านั้น สามารถดูราคาในปัจจุบันได้เพียงอย่างเดียว ทำให้บางครั้ง อาจต้องผิดหวังกับราคาที่ร่วงลงมาทันที

3. หลังจากที่เปิดออเดอร์ซื้อ ถึงแม้จะพิจารณาเป็นอย่างดีแล้วว่า ราคานั้นอยู่ในแดนบวกมานานและอาจมีโอกาสพุ่งขึ้นต่อก็ตาม

4. นักเทรดที่แตกต่างกัน อาจเห็นผลลัพธ์ของการเคลื่อนไหวของราคาที่แตกต่างกัน และอาจมีการตีความข้อมูลการเคลื่อนไหวของราคาเดียวกันต่างกัน

5. ต้องมีความรู้ที่เพียงพอ เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของราคา จึงจะสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีการใช้ Price action เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไร?

การเทรดแบบ Price action เป็น 1 ในเทคนิคที่ทรงพลังสามารถทำกำไรในตลาด Forex ได้อย่างต่อเนื่องนั้นเป็นเทคนิคการเทรดที่หา Trade Setup ด้วยการวิเคราะห์กราฟแท่งเทียนเปล่า ๆ เท่านั้น ไปดู 3 เคล็ดลับการทำกำไรในการเทรด Price action กันเลย

เคล็ดลับที่ 1 ความเรียบง่ายของกราฟแท่งเทียน

ต้องสนใจเป็นอย่างมาก คือ ตัวแท่ง (Body) ของแท่งเทียนจะเป็นเบาะแสให้เราทราบว่า กราฟที่เราวิเคราะห์มีลักษณะเป็นอย่างไร รวมถึงเป็นตัวบอก Signal ได้อีกด้วย

เคล็ดลับที่ 2 อ่าน Trend ให้แม่นยำ

การอ่าน Trend เป็นสิ่งสำคัญสำหรับ Price action Trader เพราะ Trend จะเป็นตัวช่วยความแม่นยำของ Signal ที่เกิดขึ้น

เคล็ดลับที่ 3 อ่านแนวรับ-แนวต้าน 

การอ่านแนวรับ-แนวต้าน จะใช้จุดสูงสุด (High) และจุดต่ำสุด (Low)

การเกิดแนวรับ:  เป็นจุดที่ผู้คนในตลาดพยุงราคาไว้ จะเป็นจุดที่มี Demand สูง เพราะผู้คนในตลาดเห็นว่าราคาลดลงมามากพอแล้ว

การเกิดแนวต้าน:  เป็นจุดที่ผู้คนในตลาดขายเพื่อกดราคาไว้ เป้นจุดที่มี Supply สูง เพราะผู้คนในตลาดเห็นว่าราคาขึ้นมามากพอแล้ว

ให้จำไว้ว่า ในแนวโน้มขาขึ้นแนวรับ (Support) จะแข็งแกร่งกว่าแนวต้าน (Resistance) แปลว่า ในแนวโน้มขาขึ้น แนวรับ มักจะรับราคาอยู่ และแนวต้าน มักจะต้านราคาไว้ไม่อยู่ (กลับกันในแนวโน้มขาลง)

สำหรับ Price Action ถ้าเข้าใจสถานการณ์ไหนก็เทรดได้ เพราะตลาด Forex มีความผันผวนที่สูง การท่องจำอาจจะใช้ไม่ได้ผล ดังนั้น ถ้าเข้าใจรูปแบบการวิ่งโดยการสังเกตุการเคลื่อนที่ของราคา เชื่อว่าจะสามารถวิเคราะห์กราฟได้อย่างแม่นยำ และสามารถทำกำไรจากการเทรดได้อย่างแน่นอน

สรุป

การวิเคราะห์ราคาที่เกิดขึ้นในตลาดด้วยเครื่องมืออย่าง Price Action นั้นไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก เพียงแค่เป็นการคาดคะเนที่แสดงออกมาผ่านกราฟราคาเท่านั้น ที่สำคัญคือไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมืออื่น ๆ เพิ่มเติม ทั้งยังไม่ต้องติดตั้งอินดิเคเตอร์ (indicator) ให้ดูวุ่นวายจนกลายเป็นส่งสัญญาณขัดแย้งกันหน้างาน

และที่สำคัญคือด้วยความที่ Price Action นี้เป็นเครื่องมือที่สะท้อนแรงซื้อขายในตลาดอย่างตรงไปตรงมา ส่วนใหญ่จะสะท้อนถึงการกลับตัวของราคา และจะทำให้คุณได้จังหวะการเทรดที่ดีเสมอ ทำให้กลายเป็นอินดิเคเตอร์ (indicator) ที่ส่งสัญญาอย่างรวดเร็ว ซึ่งคุณสมบัติทั้งความเร็วและความเรียบง่ายนี้เองที่ทำให้ Price Action กลายมาเป็นเคล็ดลับที่นักเทรดเดอร์ควรศึกษาไว้เป็นพื้นฐาน ถือเป็นกลยุทธ์ลับที่ Forex เทรดเดอร์จำเป็นต้องมีติดตัวไว้ไม่เสียหายอย่างแน่นอน และไม่ว่าคุณจะเทรดด้วยกลยุทธ์ใด การทำความเข้าใจ Price Action จะช่วยให้คุณปรับปรุงและเทรดได้ดีขึ้น

**คำเตือน การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

เนื้อหาในบทความเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนบทความ เนื้อหาของบทความนี้ใช้สำหรับประกอบการตัดสินใจก่อนการลงทุนเท่านั้น ผู้อ่านควรศึกษาปัจจัยประกอบจากแหล่งข้อมูลหลายแห่งก่อนการตัดสินใจ และใช้วิจารณญาณส่วนบุคคลในการพิจารณาเลือกโบรกเกอร์ลงทุนที่เหมาะสมแก่ท่าน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

รับฟรีทันที! เงินเสมือนจริง $50,000 เพื่อฝึกฝนการเทรดกับ Mitrade!